
ชาวไทยใช้เวลาราว 6.9 ปีในวัยสูงอายุกับความเจ็บป่วยและความพิการ
รายงานสุขภาพไทยชี้คนไทยใช้เวลาราว 6.9 ปีในวัยสูงอายุกับความเจ็บป่วยและความพิการ สะท้อนความท้าทายของระบบดูแลระยะยาวในชุมชนและโอกาสธุรกิจใหม่ ๆ
Key Points
- 1คนไทยใช้เวลาประมาณ 6.9 ปีในวัยสูงอายุกับความเจ็บป่วยหรือความพิการ
- 2ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ยังขาดการเข้าถึงบริการดูแลแบบประคับประคองที่เหมาะสม
- 3บุคลากรด้านการดูแลระยะยาวต้องเพิ่มขึ้น 13 เท่าในอีก 14 ปีข้างหน้า
- 4ชุมชนและธุรกิจท้องถิ่นมีโอกาสพัฒนาบริการสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ
- 5การเตรียมความพร้อมของระบบสาธารณสุขและชุมชนเป็นสิ่งจำเป็น
รายงานสุขภาพไทยปี 2569 โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เผยข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับวิถีชีวิตของผู้สูงอายุในประเทศไทย พบว่าโดยเฉลี่ยคนไทยต้องเผชิญกับความเจ็บป่วยหรือความพิการเป็นเวลานานถึง 6.9 ปีในช่วงปลายชีวิต ซึ่งสะท้อนถึงความท้าทายที่เพิ่มขึ้นต่อระบบสาธารณสุขและการดูแลระยะยาวในชุมชน
รองศาสตราจารย์เฉลิมพล จำจันทร์ หัวหน้าทีมวิจัยชี้ว่า “สังคมผู้สูงอายุที่เติบโตอย่างรวดเร็วทำให้ระยะเวลาที่มีชีวิตยืนยาวขึ้นไม่ได้หมายถึงสุขภาพที่ดีขึ้นเสมอไป” ซึ่งชี้ให้เห็นความจำเป็นในการปรับปรุงบริการสุขภาพเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร โดยเฉพาะการขยายโครงการดูแลผู้สูงอายุในชุมชนเพื่อช่วยลดภาระโรงพยาบาล
รายงานยังพบว่าปัจจุบันมีผู้ป่วยที่ต้องการการดูแลแบบประคับประคองเพียง 43.3% เท่านั้นที่ได้รับบริการอย่างเหมาะสม ทำให้มีผู้สูงอายุจำนวนมากที่ขาดการสนับสนุนในช่วงสุดท้ายของชีวิต นอกจากนี้ยังมีความกังวลเกี่ยวกับการขาดแคลนบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลระยะยาวและดูแลแบบประคับประคอง ซึ่งคาดว่าจะต้องเพิ่มจำนวนมากถึง 13 เท่า ภายในปี 2580 เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น
ในมุมของชุมชนและผู้ประกอบการท้องถิ่น เช่น OG Lab ในฐานะฟาร์มและร้านจำหน่ายกัญชาที่ได้รับอนุญาตบนเกาะสมุย เห็นว่าโอกาสทางธุรกิจด้านผลิตภัณฑ์และบริการสุขภาพที่ตอบโจทย์ผู้สูงอายุจะเติบโตตามไปด้วย หากสามารถพัฒนาสินค้าและบริการที่เน้นการส่งเสริมสุขภาพและบรรเทาอาการเจ็บป่วยได้อย่างเหมาะสม
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร สังคมผู้สูงอายุ และความต้องการบริการดูแลระยะยาวที่เพิ่มขึ้น ทำให้ชุมชนไทยต้องเตรียมความพร้อมในการดูแลคนในครอบครัวและเพื่อนบ้านอย่างครบวงจร รวมถึงการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนเพื่อสร้างระบบสุขภาพที่ยั่งยืน


