
DEA ย้ำ HHC สารสังเคราะห์กัญชาถูกจัดให้อยู่ในบัญชียาเสพติดประเภท 1
DEA ยืนยัน HHC สารสังเคราะห์จากกัญชาถูกจัดเป็นยาเสพติดประเภท 1 ไม่ถือเป็นกัญชาถูกกฎหมายภายใต้ฟาร์มบิลล์ปี 2018
Key Points
- 1DEA กำหนด HHC เป็นยาเสพติดประเภท 1 ภายใต้กฎหมายสหรัฐฯ
- 2HHC เป็นสารสังเคราะห์ที่ไม่รวมอยู่ในข้อกำหนดกัญชาถูกกฎหมายของฟาร์มบิลล์ปี 2018
- 3DEA กำหนดรหัสยาเสพติดเฉพาะสำหรับ HHC เพื่อควบคุมการผลิตและจัดสรร
- 4การเปลี่ยนแปลงกฎหมาย THC ในกัญชาถูกกฎหมายจะมีผลในเดือนพฤศจิกายนนี้
- 5ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อหลีกเลี่ยงบทลงโทษ
สำนักงานปราบปรามยาเสพติดแห่งสหรัฐอเมริกา (DEA) ได้ออกประกาศยืนยันสถานะทางกฎหมายของสารสังเคราะห์ในกลุ่มกัญชาอย่างเฮกซะไฮโดรแคนนาบินอล (HHC) ว่าถูกจัดให้อยู่ในบัญชียาเสพติดประเภท 1 ภายใต้พระราชบัญญัติยาเสพติดสหรัฐฯ ซึ่งหมายความว่าการครอบครองหรือจำหน่าย HHC โดยไม่ได้รับอนุญาตถือเป็นสิ่งผิดกฎหมายอย่างเคร่งครัด
HHC เป็นสารที่พบได้ในปริมาณเล็กน้อยในพืชกัญชา แต่ส่วนใหญ่มาจากกระบวนการสังเคราะห์โดยการเติมไฮโดรเจนลงในสารแคนนาบิดิออล (CBD) ซึ่งแตกต่างจากกัญชาธรรมชาติที่ได้รับการยอมรับในกฎหมายฟาร์มบิลล์ปี 2018 ที่อนุญาตให้ใช้กัญชาที่มีสาร THC ต่ำกว่า 0.3% เท่านั้น โดย DEA ชี้แจงว่า "เฉพาะเตตราไฮโดรแคนนาบินอลที่อยู่ในหรือสกัดจากพืชกัญชาเท่านั้น ไม่รวมสารสังเคราะห์" ที่ได้รับการยกเว้น
ประกาศล่าสุดนี้ยังระบุด้วยว่า "สารเตตราไฮโดรแคนนาบินอลที่ผลิตผ่านการแปลงทางเคมี แม้จะได้จากกัญชาแต่ถือเป็นสารสังเคราะห์ตามกฎหมาย" ซึ่งส่งผลให้ HHC ไม่ถือเป็นกัญชาถูกกฎหมายภายใต้ข้อกำหนดของฟาร์มบิลล์ปี 2018 และ DEA ยังได้กำหนดรหัสยาเสพติดเฉพาะสำหรับ HHC เพื่อควบคุมการผลิตและการจัดสรรโควตาการผลิตอย่างเข้มงวด
สำหรับผู้ประกอบการในประเทศไทย การติดตามกฎระเบียบเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากการนำเข้าส่งออกหรือจำหน่ายสารชนิดนี้โดยไม่ได้รับอนุญาตอาจนำไปสู่บทลงโทษตามกฎหมาย ทั้งนี้ OG Lab ในฐานะฟาร์มและร้านจำหน่ายที่ได้รับอนุญาตบนเกาะสมุยย้ำความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎหมายและการควบคุมคุณภาพเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคและชุมชนท้องถิ่น
นอกจากนี้ ยังมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายกำหนดปริมาณ THC ที่อนุญาตในผลิตภัณฑ์กัญชาถูกกฎหมายที่จะมีผลบังคับใช้ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งจะจำกัดปริมาณ THC รวมในผลิตภัณฑ์ไม่เกิน 0.4 มิลลิกรัมต่อบรรจุภัณฑ์ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมและตรวจสอบให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์เป็นไปตามข้อกำหนดใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทางกฎหมาย


