
กฎใหม่สหรัฐฯ ปรับสถานะกัญชา เปิดทางวิจัยและธุรกิจการแพทย์
สหรัฐฯ ปรับสถานะกัญชาเป็นสารเสพติดประเภท 3 เปิดทางวิจัยและธุรกิจการแพทย์ตามกฎหมายอย่างเป็นทางการ
Key Points
- 1สหรัฐฯ ปรับสถานะกัญชาเป็นสารเสพติดประเภท 3 เพื่อส่งเสริมการวิจัยและการแพทย์
- 2ธุรกิจกัญชาที่ได้รับใบอนุญาตในรัฐจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี
- 3ผลิตภัณฑ์กัญชาที่ไม่ผ่าน FDA หรือใบอนุญาตแพทย์ยังคงถูกจัดในประเภท 1
- 4กระบวนการเปลี่ยนสถานะจะมีการรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมกลางปี 2569
- 5ผู้ผลิตต้องเก็บรักษาผลผลิตในสถานที่ที่ DEA เข้าถึงได้จนกว่าการทำธุรกรรมจะเสร็จสิ้น
สำนักข่าวทำเนียบขาวเผยว่าการเปลี่ยนสถานะกัญชาในสหรัฐฯ จากสารเสพติดประเภท 1 เป็นประเภท 3 ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจากประชาชนและจะช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาด้วยกัญชาได้มากขึ้น โดยโฆษกทำเนียบขาวกล่าวว่า "ประธานาธิบดีได้รับฟังทั้งจากผู้คนในและนอกรัฐบาล รวมถึงประชาชนชาวอเมริกัน ซึ่งผลสำรวจความคิดเห็นชี้ชัดว่าคนส่วนใหญ่สนับสนุนเรื่องนี้"
การปรับสถานะกัญชาครั้งนี้จะช่วยเปิดโอกาสให้มีการวิจัยเกี่ยวกับกัญชาในฐานะยาเพิ่มขึ้น รวมถึงช่วยให้ธุรกิจที่ได้รับอนุญาตในรัฐต่างๆ สามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ตามกฎหมายสหรัฐฯ ภายใต้ข้อยกเว้นที่เรียกว่า 280E ซึ่งก่อนหน้านี้ธุรกิจเหล่านี้ไม่สามารถหักลดหย่อนภาษีได้
กระบวนการเปลี่ยนสถานะจะเริ่มทันทีสำหรับผลิตภัณฑ์กัญชาที่ได้รับใบอนุญาตแพทย์ในรัฐและผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยา (FDA) โดยจะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมในช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงกลางเดือนกรกฎาคมนี้เพื่อพิจารณาการเปลี่ยนสถานะกัญชาในวงกว้างมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม กัญชาที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของ FDA หรือตามใบอนุญาตทางการแพทย์ในรัฐยังคงถูกจัดเป็นสารเสพติดประเภท 1 และผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยโฆษกกระทรวงยุติธรรมระบุว่าผู้ผลิตจะต้องเก็บรักษาผลผลิตในสถานที่ที่ DEA สามารถเข้าถึงได้จนกว่าการซื้อขายทางการเงินกับรัฐบาลจะเสร็จสิ้น
สำหรับผู้ประกอบการในประเทศไทยโดยเฉพาะ OG Lab ในฐานะฟาร์มและร้านจำหน่ายที่ได้รับอนุญาตบนเกาะสมุย การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นแนวทางที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎหมายและการเปิดโอกาสธุรกิจกัญชาอย่างเป็นระบบและมีมาตรฐานในระดับสากล


