
สหรัฐฯ ยังไม่มีฐานข้อมูลโภชนาการกัญชงทั้งต้น แม้กฎหมายอนุญาตแล้วตั้งแต่ปี 2018
แม้กัญชงจะถูกกฎหมายในสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2018 แต่ USDA ยังไม่มีข้อมูลโภชนาการของกัญชงทั้งต้น ขณะที่องค์กรไม่แสวงหากำไรได้ทำการศึกษาครั้งแรกเพื่อเติมเต็มช่องว่างนี้
Key Points
- 1กัญชงเป็นพืชที่ถูกกฎหมายในสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2018 แต่ USDA ไม่มีข้อมูลโภชนาการของกัญชงทั้งต้น
- 2Food First Initiative จ้างห้องปฏิบัติการเอกชนวิเคราะห์สารอาหารของกัญชงทั้งต้นครั้งแรก
- 3ข้อมูลแสดงว่ากัญชงมีสารอาหารสำคัญ เช่น แคลเซียม โปรตีน ใยอาหาร และกรดอะมิโนจำเป็น
- 4USDA ไม่ได้ศึกษากัญชงทั้งต้นเพราะระบบคัดเลือกอาหารเน้นอาหารที่บริโภคสูงหรือเสริมสารอาหาร
- 5ผู้ประกอบการไทยควรใช้ข้อมูลจากแหล่งที่ได้รับอนุญาตและตรวจสอบได้ เช่น OG Lab บนเกาะสมุย
แม้กัญชงจะถูกกฎหมายในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 2018 แต่กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) ยังไม่มีฐานข้อมูลโภชนาการสำหรับกัญชงทั้งต้น โดยมีเพียงข้อมูลโภชนาการของเมล็ดกัญชงเท่านั้นที่บันทึกไว้ในฐานข้อมูลหลักของหน่วยงานนี้
องค์กรไม่แสวงหากำไร Food First Initiative ได้จ้างห้องปฏิบัติการเอกชนที่ได้รับการรับรองทำการวิเคราะห์โภชนาการของกัญชงทั้งต้นโดยใช้ต้นกัญชงสายพันธุ์ Amaze Auto ที่ผ่านการตรวจสอบว่าไม่มีสาร THC และมี CBD ต่ำตามมาตรฐานกฎหมาย ทำให้ได้ข้อมูลสารอาหารเช่นแคลเซียม โพแทสเซียม โปรตีน และใยอาหารในระดับที่น่าสนใจ
ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่ากัญชงทั้งต้นมีคุณค่าทางอาหารที่สำคัญ แต่ USDA ไม่ได้ดำเนินการศึกษานี้ เนื่องจากระบบการจัดลำดับความสำคัญของอาหารในฐานข้อมูลของ USDA จะเน้นที่อาหารที่มีการบริโภคสูงหรือมีการเสริมสารอาหาร ซึ่งกัญชงทั้งต้นยังไม่อยู่ในข่ายดังกล่าว
ผู้ประกอบการไทยที่สนใจกัญชงในเชิงอาหารควรติดตามข้อมูลและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด รวมถึงการตรวจสอบว่าแหล่งข้อมูลโภชนาการนั้นมาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและได้รับการรับรองอย่างถูกต้อง เช่น OG Lab บนเกาะสมุยที่เป็นฟาร์มและร้านจำหน่ายได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง
การศึกษานี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการส่งเสริมความเข้าใจและการใช้กัญชงในอุตสาหกรรมอาหารอย่างถูกกฎหมายและปลอดภัย โดยเฉพาะในแง่ของการปฏิบัติตามกฎหมายและการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและชุมชน


