
ธุรกิจกัญชาในสหรัฐฯเผชิญปัญหาหนี้ค้างชำระสูงกว่า 4 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024
ธุรกิจกัญชาในสหรัฐฯ เผชิญปัญหาหนี้ค้างชำระกว่า 4.2 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024 สร้างโอกาสสำหรับระบบติดตามเครดิตและการจัดการความเสี่ยงในธุรกิจไทย
Key Points
- 1ธุรกิจกัญชาในสหรัฐฯ มีหนี้ค้างชำระกว่า 4.2 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024
- 2รัฐแคลิฟอร์เนียพยายามผ่านกฎหมายบังคับชำระเงินภายใน 15 วันแต่ไม่สำเร็จ
- 3แพลตฟอร์ม Cannabis Credit Scores เปิดเผยพฤติกรรมการชำระเงินของผู้ประกอบการในตลาดกัญชาแคลิฟอร์เนีย
- 4ผู้ปลูกและผู้ผลิตได้รับผลกระทบหนักจากปัญหาหนี้ค้างชำระ
- 5ธุรกิจกัญชาไทยควรใช้ข้อมูลและระบบติดตามเครดิตเพื่อป้องกันปัญหาทางการเงิน
รายงานจาก Whitney Economics เผยว่าธุรกิจกัญชาในสหรัฐฯ มีหนี้ค้างชำระรวมกว่า 3.8 พันล้านดอลลาร์ในปี 2023 และคาดว่าจะเพิ่มเป็นกว่า 4.2 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024 ซึ่งสะท้อนปัญหาการชำระเงินในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมนี้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ปลูกและผู้ผลิตที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ขณะที่กลุ่มผู้ค้าปลีกมีจำนวนหนี้ค้างชำระต่ำเนื่องจากรับเงินสดจากลูกค้าโดยตรง
ในรัฐแคลิฟอร์เนียซึ่งเป็นตลาดกัญชาที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ มีความพยายามจากสภานิติบัญญัติที่จะผ่านกฎหมายบังคับให้ชำระเงินภายใน 15 วันสำหรับใบแจ้งหนี้จำนวน 5,000 ดอลลาร์ขึ้นไป แต่ทั้งสองร่างกฎหมายล้มเหลวไม่ผ่านความเห็นชอบ ส่งผลให้ไม่มีกรอบการกำกับดูแลที่บังคับใช้ได้จริงในเรื่องการชำระเงินในเวลาที่เหมาะสม
เพื่อแก้ปัญหาช่องว่างนี้ Cannabis Credit Scores จึงเปิดตัวแพลตฟอร์มประเมินเครดิตของผู้ประกอบการกัญชาในแคลิฟอร์เนีย โดยรวบรวมข้อมูลจากผู้ขายและจัดอันดับคะแนนเครดิตตามพฤติกรรมการชำระเงินและประวัติข้อพิพาท ผู้ที่มีคะแนนต่ำกว่า 20 จะถูกจัดอยู่ในรายชื่อที่เรียกว่า 'Shit List' ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนให้ผู้ขายระมัดระวังในการให้เครดิต
ข้อมูลจาก Whitney Economics ระบุว่า "แรงกดดันจากปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคและนโยบายกำกับดูแลที่มีอยู่ ทำให้ผู้ประกอบการบางรายหยุดการชำระเงินแก่ผู้จัดหา" และมีผู้ตอบแบบสอบถามถึง 57.3% ที่เห็นว่าปัญหาหนี้ค้างชำระส่งผลกระทบรุนแรงกว่าโค้ดภาษี 280E ที่เป็นประเด็นหลักของอุตสาหกรรมกัญชาในสหรัฐฯ
สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจกัญชาในประเทศไทย การติดตามสถานะเครดิตและพฤติกรรมการชำระเงินของคู่ค้าถือเป็นเรื่องสำคัญเพื่อป้องกันปัญหาหนี้เสียและรักษาสภาพคล่องทางการเงิน OG Lab ในฐานะฟาร์มและร้านจำหน่ายที่ได้รับอนุญาตบนเกาะสมุย จึงแนะนำให้ธุรกิจไทยศึกษาแนวทางและประสบการณ์ในตลาดต่างประเทศเพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของไทย


